Dotonburi

Trip นี้เป็น Japan road trip ยาว ๆ ที่เริ่มจาก Osaka ลัดขึ้นเหนือไป Takayama – Kanazawa แล้ววกกลับลง Kyoto แวะ Uji, Nara และปิดท้ายด้วยกลับมา Osaka อีกรอบก่อนแวะไป Kobe เช้าเย็นกลับ เป็นทริปที่กินหนัก เดินหนัก ขับรถหนัก และพูดคำว่า “อร่อยที่สุดในชีวิต” บ่อยมากกกก ซึ่งจะได้เห็นใน blog นี้อีกเยอะ ฮ่า ๆๆ

ก่อนออกเดินทางรอบนี้ วางแผนทุกอย่างด้วย Wanderlog คือโคตรช่วย มีทั้งวัน เวลาเปิด-ปิดสถานที่ ทำให้ optimise route ได้ดี ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา จากนั้นก็จัดการทุกอย่างให้จบตั้งแต่อยู่ไทย ทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ประกัน ลงทะเบียน Visit Japan ซื้อ eSIM / Roaming รวมถึงร้านอาหารที่เล็งไว้ ใครจะกินร้านดังในญี่ปุ่น บอกเลยว่าการจองล่วงหน้าคือเรื่องจำเป็นมาก

รอบนี้เลือกขับรถ เพราะต้องไปหลายเมือง หลายจังหวัด ก็เลยต้องเตรียมเรื่องรถเช่า ใบขับขี่สากล และอ่านกฎจราจรญี่ปุ่นให้ละเอียด ยิ่งไปช่วงอากาศหนาว ต้อง check พยากรณ์อากาศ ตอนที่ไปคือหนาวจริง (-1 องศาในตัวเมือง!) มีโอกาสเจอหิมะด้วย เลยต้องเตรียมเสื้อผ้าเผื่อหนาวจัด และเปลี่ยนรถเช่าเป็นยางหิมะเพื่อความปลอดภัย

ดูพยากรณ์อากาศในช่วงนั้น ตอนไปคือหนาวมากและอาจจะมีหิมะ เพราะฉะนั้นเตรียมเสื้อผ้าเผื่อไป ดังนั้นรถเช่าก็ต้องเปลี่ยนเป็นยางหิมะด้วย

Flight นี้บิน Japan Airline บอกเลยว่าบริการดีมาก ๆ ที่นั่งสบาย content ใน infotainment ก็ update ใหม่ ดูเพลินแบบไม่รู้สึกว่าเดินทางนาน

วันแรก Osaka

ถึง Osaka ปุ๊บก็เอากระเป๋าไปฝากที่ Sotetsu Fresa Inn Osaka Namba แล้วเดินไปต่อคิวร้านแกงกะหรี่ Hakugintei รอไปชั่วโมงเต็ม แต่คุ้มมาก ร้านเล็ก ๆ แต่รสชาติโคตรจริงจัง แกงกะหรี่เนื้อตุ๋นนุ่ม กุ้งทอดเด้งกรอบ กินแล้วรู้เลยว่าทำไมคนยอมรอ (เจอคนไทยมารอพอสมควรเลย) ปิดท้ายด้วยไอติมองุ่นจาก 7-11 หนาวก็หนาว แต่ของอร่อยมันห้ามใจไม่ได้ ฮ่า ๆๆ

Hakugintei

ต่อด้วย Kurumon Market เลือกเนื้อทูน่าแล้วให้ร้านทำเป็น sashimi หรือ nigiri สดจนเนื้อมี texture กรุบ ๆ จากนั้นไปจัด King Crab กับกุ้งนึ่งย่าง ลุงหน้าร้านป้ายยาเก่งมาก จัดไป “my shop No.1” แล้วก็ไม่ผิดหวัง เนื้อแน่น สดแบบงงว่ากำลังกินอะไรอยู่ ไก่หรือเปล่า แบบนั้นเลยเว้ย

My Shop No.1

กลางคืนไป Dotonbori กิน takoyaki ถ่ายรูปกับป้าย Glico ตามพิธี แล้วเดิน shopping ที่ Shinsaibashi ก่อนจบวันด้วย yakiniku เรื่องฮาคือจองร้านถูกแต่ผิดสาขา ดันไปจอง Tokyo สุดท้ายเลยไปกินอีกร้านนึงชื่อ Sumibi-Yakiniku Dotomburi Mitsuru Main Store แบบงง ๆ ตอนแรกยังเดินเข้าผิดร้านเป็น teppanyaki อีก โชคดี order ไม่เข้า เดินออกมาได้ฟรี แล้วเข้าร้านข้าง ๆ ถูกต้อง ปรากฎว่ามันกลายเป็น yakiniku ที่อร่อยที่สุดในชีวิต เนื้อนุ่มละลาย กลิ่นไม่แรง กินกับข้าวคือฟินทุกคำ

Sumibi-Yakiniku Dotomburi Mitsuru Main Store

ตอนกลับโรงแรมคือหนาวมาก ไม่มีแอร์ มีแต่ heater ต้องเปิดหน้าต่างนอน นึกถึง business trip สมัยก่อนตอนอยู่ Wuhan ชัด ๆ ต่างกันแค่ไม่มีฝุ่น (ตอนเดินลงไปถามพนักงานว่ามี AC ไหม เขาขำกันเลยพอเดาได้ว่าหนาวขนาดนี้มึงจะยังเอา AC อีกหรอ ฮ่า ๆๆ)

วันที่สอง Osaka

เช้าเริ่มด้วย Brooklyn Roasting Company Namba ที่บ้านชมว่ากาแฟอร่อยมาก มี layer กาแฟที่ให้รสสัมผัสคล้าย ๆ ครีม จากธรรมชาติ แต่เราไม่ดื่มกาแฟก็เลยไม่อินเท่าไร จากนั้นไปต่อคิวราเมนร้าน Human Beings Everybody Noodles รอประมาณ 20 นาที สั่งเป็น soup seafood เส้นคือดีมาก แต่รสออกเค็ม เช่นเดียวกับข้าวหน้าเนื้อซอส mayonnaise

Human Beings Everybody Noodles

ของหวานเป็นเครป Amanojaku ถั่วแดง วิปครีมสด ไม่หวาน แป้งบางเนียน เดินต่อไป Osaka Castle ระหว่างทางสวนสวยมาก จนอยากมาวิ่งกลางวัน (แต่จบที่ไปวิ่งในเมืองตอนกลางคืน 2 รอบ เนื่องจากว่าถ้าไปตอนกลางวันจะไม่สามารถตากข้างนอกตรงหน้าต่างได้ ตากไว้ในห้องหรือห้องน้ำมันก็จะเหม็นอับแทน)

Amanojaku

Osaka Castle

มื้อเย็นคือ Sushi Ginza Onodera Musuko อร่อยที่สุดในชีวิตอีกแล้ว ข้าวปรุงด้วยน้ำส้มสายชูแดง หอม มีรส ไม่ต้องจิ้มโชยุเลย เพราะเชฟปรุงมาให้พอดี วาซาบิดี ไม่มีจี้ดขึ้นหัวเลย หลังจากนั้นไป Hankyu Umeda คนแน่นมากเพราะใกล้ Christmas สุดท้ายไปลองขนมจีบซาลาเปาที่ 551 Horai ที่คนญี่ปุ่นต่อคิวทุกสาขาที่เราผ่าน แต่รู้สึกมันเกินไป แป้งหนา เป็นรสนิยมท้องถิ่นจริง ๆ

Sushi Ginza Onodera Musuko

Culture shock ของ Osaka คือรถไม่ค่อยเคารพกฎจราจร Alphard เต็มเมือง มีเด็กแว้นด้วย กลางคืนเสียงดังมากเพราะชอบมาเร่งเครื่องกันทุกคืนเวลาเดิม (เร่งไปก็ไปติดไฟแดงอีก 100 เมตร เพื่อ?)

สิ่งที่ดีของคืนนี้คือยังให้โอกาสตัวเองออกไปวิ่งอากาศเย็น ๆ 9 โล ซึ่งตอนออกไปโลแรกก็ต้อง warmup ระหว่างทางกันเยอะนิดนึง พอเครื่องร้อนแล้วก็วิ่งสบายเลยแม้ว่าจะหนาวสั่นตอนลมปะทะก็เหอะ แล้วกลับมากินข้าวปั้นกับขนมปังถั่วแดงจาก 7-11 เหมือนเดิม

วันที่สาม Osaka

วันนี้ฝนตกทั้งวัน แต่ก็ไปต่อคิว Mugito Mensuke รอ 1 ชั่วโมง ร้านรับแค่ 12 คน ตอนสั่งก็จะยุ่งยากนิดหน่อยเพราะไม่ค่อยชินกับตู้กด ซึ่งไม่รู้จะมีทำไมในเมื่อพนักงานก็ออกมาดูให้อยู่ดี ใด ๆ คือราเมนซุปไก่คือแสงออกปาก อร่อยที่สุดในชีวิตอีกแล้ว ฮ่า ๆๆ น้ำซุปหอมไก่ เครื่องเทศเผ็ดร้อนคลายหนาว มีผิวส้มยูสุช่วยตัดเลี่ยน เนื้อไก่ย่างนุ่มละลาย ข้าวหน้าหมูก็ดี ไม่แห้งไม่มันจนเกินไป อร่อยขนาดไหนทำช้อนเขาตกหักเลย

อย่างที่บอกเพราะฝนตกทั้งวัน เลยเปลี่ยนแผนไป Osaka Aquarium Kaiyukan ไปถึงบ่ายโมงแต่ตั๋วเต็มถึง 4 โมงครึ่ง ต้องรอแถวนั้น 3 ชั่วโมง เลยไปนั่งร้านกาแฟ 9 Borden Coffee กับ minimart ได้ลองไอติม Baskin Robbins อร่อยมาก คิดถึงตอนมีที่ไทย

Baskin Robbins

พอเข้าไปใน Aquarium เขาจะเน้น theme คือ Pacific Ring เดินเป็นทางก้นหอยรอบตู้ใหญ่ ไอเดียดี แต่หลัก ๆ คือปลาใหญ่ตู้เดียว เย็นไปกิน Shabutei Shinsaibashi เนื้อวัวและหมูดีทั้งคู่ ผักดี แต่น้ำซุปจืดไปหน่อย แม้ว่าตอนจบจะให้ปรุงกับ Udon แต่พอ base soup มันจืดมันเลยไม่ได้รสเข้มข้มตามที่คาด ที่ฮาคือกินเสร็จเพิ่งเห็นน้ำจิ้มสุกี้วางอยู่อีกโต๊ะ

ดึก ๆ ไปรับรถเช่า เรียนรู้ระบบทางด่วน เติมน้ำมัน และเจอกับ culture shock เรื่องที่จอดรถในญี่ปุ่น เพราะราคาแตกต่างตามย่าน เวลา และวัน ต้องอ่านป้ายดี ๆ เข้าที่จอดเร็วไป 1 นาทีอาจจะจ่ายแพงกว่ากัน 5 เท่าได้อ่ะ อีกอย่างคือไม่มีพนักงานบริการอยู่ในตู้เหมือนไทยนะครับ และช่องจอดแคบมาก จอดไม่ตรงล้อจะไปปีนแท่น lock ใต้ท้องรถได้เลย (ใช่ครับ เพราะปีนมาแล้ว ล้อบี้เข้าไปเลย ฮ่า ๆๆ)

วันที่สี่ Takayama

วันนี้เป็นวันที่เริ่มรู้สึกว่า อ๋อ นี่แหละ road trip จริง ๆ เพราะต้องขับรถยาวออกจาก Osaka ขึ้นเขาไป Takayama ระยะทางประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ๆ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าแค่ขับยาวเฉย ๆ แต่กลายเป็นหนึ่งในวันที่วิวสวยที่สุดของทั้งทริป วิวระหว่างทางคือประเมินค่าไม่ได้ มันค่อย ๆ เปลี่ยนแบบไม่รู้ตัว จากเมือง ถนนใหญ่ ตึกสูง กลายเป็นทางขึ้นเขา ป่าสน แล้วก็เริ่มเห็นสีใบไม้เปลี่ยนสีแซมเข้ามาเป็นหย่อม ๆ จากเขียวเป็นเหลือง ส้ม แดง แล้วอยู่ดี ๆ ฟ้าก็ครึ้ม อุณหภูมิลดลงเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นหิมะข้างทางแบบจริงจัง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นหิมะกับตา ความรู้สึกมันจะออกตื่นเต้นแบบเด็ก ๆ มาก

Takayama First Snow

ทีแรกตั้งใจจะขึ้นกระเช้าไปดูวิวเขาที่ Shinhotaka Ropeway แต่พอไปถึงคือหมอกลงหนักมาก แบบมองไม่เห็นอะไรเลย ขึ้นไปก็คงได้เห็นแค่สีขาว เลยตัดสินใจไม่ขึ้น เก็บไว้เป็นข้ออ้างว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก

กลับเข้าเมือง Takayama พักที่ Tokyo Stay Hida-Takayama Musubi no Yu โรงแรมใหม่ สะอาด location ดี มี onsen ให้แช่ เดิน Sanmachi Suji ตอนเย็น บ้านไม้เรียงกัน สวย มีเสน่ห์มาก แต่ข้อเสียคือร้านปิดเร็วจริง หลัง 5 โมงคือเงียบเลย สมกับฉายา “เชียงคานแห่งญี่ปุ่น” แต่ก็ยังได้กิน matcha soft serve ก่อนร้านจะปิดหมด สุดท้ายไปจบมื้อเย็นที่ Aji-no-Yohei ที่เป็น yakiniku แบบเนื้อ Hida มีพนักงานคนไทยด้วย ที่นี่เสิร์ฟเป็น set มีข้าวหรือ soba ให้ พร้อมเตาเล็ก ๆ ให้ย่างเอง พอกินเข้าไปสิ่งแรกที่รู้สึกคือเนื้อ Hida มัน “เนียน” มาก นุ่มแต่ไม่ละลาย มี texture ให้เคี้ยว ไขมันแทรกแต่ไม่เลี่ยน และที่สำคัญคือ ไม่มีกลิ่นเนื้อเลย กินง่ายมาก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลองกินเนื้อวัวครั้งแรก ที่สำคัญคือเนื้อ Hida มากินได้แถวนี้เท่านั้นนะ เขาจะไม่ส่งออกกันเท่าไร เป็น soft power ของเขา

Aji-no-Yohei

วันที่ห้า Takayama – Shirakawago – Kanazawa – Kyoto

เช้าไป Miyagawa Morning Market กินเนื้อ Hida ผ่านเมนูต่าง ๆ เช่น เนื้อปิ้ง croquette sushi ประมาณนี้ ของหวานเป็น taiyaki จิ๋วกับ amazake (สาเกไม่มีแอลกอฮอล์) หวานนุ่ม โดยรวมประทับใจมาก ราคาไม่แรง ค่าเงินถูกอ่ะนะ

Miyagawa Morning Market

ต่อกันด้วย Shirakawa-go หลายคนบอกว่าต้องมาช่วงหิมะ แต่พอมาเจอวันที่แดดดี ไม่มีหิมะ ก็ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของหมู่บ้าน บ้านหลังคาฟางหนาเรียงกันเป็นระเบียบ landscape สวยมาก อากาศดี คนไม่เยอะ เดินแล้วรู้สึกสงบจริง ๆ น้ำในลำธารใสและเย็นมาก เหมือนเป็นหมู่บ้านที่เวลาเดินช้าลงเองโดยอัตโนมัติ

Shirakawa-go

บ่ายไป Kanazawa แวะ Omicho Market กิน Omicho Kaisendon Hirai Ichibakan ข้าวหน้าทะเลสด ให้เยอะ ราคาดี ละก็สั่งปูไข่มากิน อร่อยไม่คาว

Omicho Kaisendon Hirai Ichibakan

ต่อด้วย Higashi Chaya District ย่านโรงน้ำชาเก่า ได้ลองของหวานแปะทองคำเปลว กินแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยขึ้น แต่รู้สึกว่าตัวเองรวยขึ้น ฮ่า ๆ บรรยากาศช่วงเย็นคือร้านเริ่มปิด ได้เห็นเมืองในโหมดสงบ ๆ อีกแบบ

จากนั้นเราก็ไปเดิน city walk รอบ Kanazawa Castle Park แบบ slow life แล้วกินแกงกะหรี่ Turban Curry (ซึ่งถูก Mark Wiens ป้ายยามา) แกงกะหรี่เข้มข้น เครื่องเทศจัด กลิ่นแรงแบบดี ออกคล้าย ๆ Gold Curry ไส้กรอกคือ MVP อร่อยหอมกลิ่นรวมควันจัด ๆ

Turban Curry

จากนั้นคือช่วงขับรถที่โหดที่สุดของทริป ขับยาวจาก Kanazawa ไป Kyoto ตอนกลางคืน ฝนตก ถนนลื่น แถมมีปิดทางด่วนต้องอ้อมล่าง เจอแต่สิบล้อ ความมืด และฝน กว่าจะถึง Kyoto คือเกือบเที่ยงคืน เหนื่อยแบบไม่ต้องพูดอะไรต่อ

วันที่หก Kyoto – Uji – Kyoto

เช้าไป Kiyomizu-dera หรือวัดน้ำใส ไปแบบชะโงกทัวร์เพราะคนเยอะมากกก ก่อนออกมาแวะต่อคิวกิน Gokago matcha แต่ไม่ได้มีพลังวัดพอที่จะสัมผัสถึง note ชัดแบบสาย hardcore matcha

จากนั้นไป GYUKATSU Kyoto Katsugyu Kyoto Ekimae ที่สั่งเป็น Japanese beef ปกติ เพราะไม่ชอบเนื้อมันเกิน มาพร้อมกับเตาย่างเล็ก ๆ เพราะเนื้อทอดมาแค่ขอบ เราก็ย่างข้างในเพิ่มหน่อย กินกับซอสหลายแบบ ทั้งเลมอน ทงคัตสึ แกงกะหรี่ หรือแค่เกลือกับวาซาบิ ปรากฎว่าอร่อยมากกก เนื้อคือดีมาก นุ่ม ฉ่ำ ได้หลาย texture ในมื้อเดียว อร่อยที่สุดในชีวิตอีกแล้วตามเคย

GYUKATSU Kyoto Katsugyu Kyoto Ekimae

บ่ายไป Uji (รถในเมืองติดหนัก!) เมืองแห่ง matcha เหมือนคนมารวมตัวกิน matcha เดิน Byodo-in Omotesando กิน matcha ที่ OUTSTANDING COFFEE ROASTER (ที่บ้านบอกว่ากาแฟอร่อย) ต่อที่ Nakamura Tokichi Honten แนะนำอันที่เป็นกระบอกไม้ไผ่ มีหลาย layer อร่อยดี จากนั้นก็เดินริมแม่น้ำ Uji เย็น สงบ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าได้พักจริง ๆ

Nakamura Tokichi Honten

Uji River

เย็นกลับ Kyoto ไปกิน Motsunabe Hidetora (ที่ไปจอดรถอีกสาขานึงเดินไกลหน่อย ฮ่า ๆๆ) งงระบบสั่งมาก กว่าจะได้สั่งล่อไป 20 นาทีเพราะมัวแต่งงว่าสั่งยังไง สรุปคือ 1 order per person เหมือนเป็นกฎของหลาย ๆ ร้าน และพอกินหม้อนึงเสร็จก็จะมาเปลี่ยนซุปอีกหม้อนึง แล้วต้องรอ X นาทีให้พนักงานมาคลุกด้วยนะ ฮ่า ๆๆ ซึ่งเมนูเด็ดก็คือเนื้อไส้ในสุกี้กับไส้ย่าง มัน ๆ กรุบ ๆ อร่อย แต่กินได้ 2-3 ชิ้นมีเลี่ยนอยู่ ละก็ได้ลองสั่งซูชิเนื้อม้า วิธีการกินคือเอาส่วนเนื้อแดงกับส่วนเนื้อขาวมันมาประกับกันตามด้วยขิงต้นหอม นุ่ม ๆ ไม่มีกลิ่นคาว

ส่วน surprise คือพนักงานทักเสื้อที่ใส่มาว่า “nice t-shirt” เพราะเป็นเสื้อสำนักผู้เฒ่าเต่า แล้วก็เบียว dragonball ใส่กัน ตลกดีไม่คิดว่าคนญี่ปุ่นจะกล้าทักแซวได้ เป็น moment เล็ก ๆ ที่น่าจดจำ

Motsunabe Hidetora

Motsunabe Hidetora

วันที่เจ็ด Kyoto - Nara - Osaka

แวะ I’m donut? ก่อนออกเดินทาง ตัว donut ของคาวคือดีจริง (พวกหน้า burger pizza เพราะแป้งเขาอร่อยอยู่แล้วไง) ไป Nara กินข้าวหน้าปลาไหล Edogawa Naramachi อร่อยที่สุดในชีวิต ซอสหอม ก้างแทบไม่มี ส่วนซอสคือเป็นซอสที่ใช้ทาตอนย่างปลาไหลสะสมกันมาจนได้รสชาติเข้มข้นหอมกลิ่นไฟเลีย ทีเด็ดอีกอย่างคือผักดองของที่นี่ เพราะเขาดองกับเหล้า กินเข้าไปจะได้รสหวานไม่เหมือนที่อื่นเลย

Edogawa Naramachi

จากนั้นก็ไปเดินเล่นกับกวาง ตามสวนและท้องถนนมีกวางเดินเล่นแบบชิว ๆ ไม่กลัวคนเลย ฝนตกเย็น ๆ ฟีลชิลมาก ทำให้เราลอยไปกับความชิวอยู่พักนึง เหมือนอาการ runner’s high เลย กวางที่นี่เชื่องมาก เราโค้งคำนับมันก็โค้งตามด้วย น่ารักดี ฮ่า ๆๆ ปิดท้ายด้วยการแวะกินกาแฟที่ CHAMI - Specialty Coffee Roaster - Nara, JAPAN

กลับ Osaka คืนรถ กินซูชิหน้าล้น Gokai Tachizushi หรือซูชิหน้าล้นที่ดังใน TikTok ทีเด็ดคือ Fatty tuna แต่ที่เฉย ๆ คือ Uni มีกลิ่นสาบโดดมาแรง ก่อนออกไปวิ่ง 10 โล แล้วปิดวันด้วยขนมปังถั่วแดงกับเลมอนโซดา

วันที่แปด Osaka - Kobe - Osaka

เปิดวันมาออกเดินทางไปที่ Kobe ไปกิน Kobe beef steak Tramatsu no nikutarashi steak ที่อร่อยที่สุดในชีวิต เพราะมันคือการรวมกันของความนุ่มของญี่ปุ่นกับ texture เนื้อสู้ฟันและความเข้มของฝรั่ง เลยได้ความลงตัวแบบหาที่ไหนยากจริง ๆ ตอนก่อนย่างเขาเอาเนื้อดิบมาให้เราดูก่อนด้วยแบบหรูหรากันไปเลย ส่วนเมนูอื่นอย่าง Yuke ก็ทำจากเนื้อพวกนั้น ขนาดดิบ ๆ เคี้ยวไปยังมีความกรุบ ตอนย่างออกมาก็กรุบเช่นกันตามคาด แต่ไม่มีกลิ่นเลือดตีขึ้นมาเลย สุด ๆ จริงเจ้านี้ สมราคา 3 จาน 5 ชิ้น 10000+ บาท บอกว่าเลย “The Greatest of All Time”

Kobe beef steak Tramatsu no nikutarashi steak

จากนั้นก็ไปเดินชมวิวท่าเรือแถว ๆ Kobe Port Tower ด้วยความที่เป็นเมืองท่า architecture ก็จะต่างจากเมืองอื่น ๆ เป็นแนวตะวันตกปนไป

Kobe Port

จากนั้นเราก็ไปที่ Nunobiki Herb Gardens and Ropeway ด้วยความที่ไม่รู้ทางเลยจับพลัดจับหูเดินทางธรรมชาติแทนสะงั้น ไปจบที่ที่ชมวิวเห็นทั้งเมือง Kobe แต่กว่าจะขึ้นไปได้ต้องดันเนิน gain ประมาณ 200 กว่า โดยวิวข้าง ๆ เป็นกระเช้าที่ไม่ได้ขึ้น ให้กำลังใจได้ดีมาก สุดท้ายพอแค่นี้ไปจุดชมวิวพอละ ฮ่า ๆๆ

Nunobiki Observation Platform

Nunobiki Falls

เหนื่อยแล้วต้องหาไรกินก็จัดไปที่ Steakland Kobe-kan เป็นแนว teppanyaki แบบมาทำให้ถึงโต๊ะ ทีเด็ดคือเนื้อที่ให้รสสัมผัสคล้ายกับมื้อกลางวัน seafood โดยเฉพาะหอยเชล์ สดมาก ขนมปังทาเนย และไอติม french pear sorbet แบบหวานนุ่ม ๆ เสียดายอยากให้เนื้อมันหอมเนยกว่านี้หน่อย ก่อนกลับโรงแรมแวะกิน taiyaki ที่ Naruto Taiyaki Hompo ทำใหม่ ๆ อร่อยหอมเลย

Kobe Steakland

วันที่เก้า Osaka

วันสุดท้ายปล่อยฟรี แยกย้าย shopping เราไปกิน Okonomiyaki Mitsuki Kuromon Ichiba แป้งกรอบ มีสาหร่าย หมึกบดแห้ง ซอสเติมไม่อั้น ระหว่างรอร้านเปิดได้ดูเขาแล่ปลาทูน่ายักษ์สด ๆ

ต่อด้วย Kajitsu no hana Shinsaibashi daifuku ผลไม้สด แป้งไม่หวาน เดินเล่น Tennoji Park ฮีลใจส่งท้าย กิน sushi สายพานที่ KURA SUSHI Shinsekai และจบด้วยเนื้อย่าง yakiniku ร้านเดิม ก่อนเดินทางไปสนามบินเป็นอันจนทริปอย่างน่าประทับใจ

Okonomiyaki Mitsuki Kuromon Ichiba

สรุป

  • ทริปนี้เป็น road trip ญี่ปุ่นที่ “หนักแต่คุ้ม” ไม่ใช่ทริปถ่ายรูปอย่างเดียว ไม่ใช่ทริปกินอย่างเดียว แต่เป็นทริปที่ได้ใช้เวลาอยู่กับระยะทาง จริง ๆ ตั้งแต่เมืองใหญ่ ภูเขา หมู่บ้านเล็ก จนกลับเข้าความวุ่นวายอีกครั้ง
  • การขับรถทำให้เห็นญี่ปุ่นในจังหวะที่รถไฟให้ไม่ได้ เห็นเมืองค่อย ๆ เปลี่ยน เห็นอุณหภูมิลดลง เห็นหิมะโดยไม่ต้องตั้งใจ และได้รู้ว่าประเทศนี้ออกแบบทุกอย่างมาเพื่อ “ไม่เร่ง”
  • เป็นทริปที่ให้ความรู้สึกพักจริงไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่เดิน นั่ง กินของง่าย ๆ ก็รู้สึกว่าพลังกลับมา ในขณะเดียวกัน road trip ในญี่ปุ่นต้องเผื่อพลังมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เวลา แต่รวมถึงสมาธิ การขับรถกลางคืน ฝนตก ทางอ้อม รถบรรทุก ถ้าวาง route แน่นเกิน จะหมดแรงโดยไม่รู้ตัว
  • หลายมื้อไม่ได้หรู ไม่ต้อง fine dining ร้านที่อร่อยที่สุดบางร้านคือร้านที่ไม่ได้แต่งร้านสวย หรือดังในโซเชียลหนัก ๆ แต่อร่อยไม่มีแหวะสักร้านเดียว ที่สำคัญ ไม่แพงราคาเหมาะสมกับสิ่งที่คุณจะได้แน่นอน
  • ตั้งแต่การขับรถ การเดินถนน การต่อคิว แม้ในที่คนเยอะหรือมีความวุ่นวายในเมือง มันก็ยัง “มีกรอบ” ทำให้รู้สึกปลอดภัยและสบายใจในการท่องเที่ยว แต่การมาใช้ชีวิตอยู่ยาว ๆ ต้องปรับตัวกับความเครียดในการอยู่กับกรอบนั้น