Earth at Inverness

มาถึงปี 2026 แล้ว อายุขึ้นเลข 30 พบว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่แค่ในด้าน software development แต่ยังรวมถึงชีวิตด้วยซึ่งควรค่าแก่การจดบันทึกไว้โดยไม่ต้องไปนั่งระลึกชาติตอนขึ้นปีใหม่เหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา จากเหตุการ์ในปีนี้ เราก็มองว่า blog นี้มันอาจจะไม่ใช่การบันทึกประสบการณ์ software development มากมายแล้ว แต่เป็นเหมือน safe space ที่เราสามารถย้อนกลับมาอ่านเส้นทางในชีวิตของเราได้เรื่อย ๆ เพื่อโอบกอดและเตือนสติตัวเองในปัจจุบัน

ยิ่งไปเที่ยวก็ยิ่งเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้ชอบเที่ยว

ปกติเป็นคนไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว เพราะเมื่อสมัยยังหนุ่ม ๆ เราก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่ตัวเองชอบแต่ก็ต้องไปกับครอบครัวแทบทุกอาทิตย์ แล้วพอไปแต่ละที่ก็จะต้องมีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น

  • ไปห้าง (คนเยอะ เสียงดัง เดินเยอะเหนื่อย)
  • ไปวัด (ร้อน ไม่อินศาสนา)
  • ไปเยี่ยมญาติ (ไม่สนิท ไม่รู้จะคุยใคร ไม่มีอะไรทำ)

เที่ยวไม่สนุกเพราะไม่ใช่การพักผ่อนที่ดีที่สุด โตมาจึงค้นพบว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอนอยู่เฉย ๆ เพราะไม่ร้อน ไม่มีคน เสียงเบา ไม่เหนื่อย ไม่ปวดหัวเพราะคิดไปเรื่อย แต่เราก็รู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ยังไงเราก็ต้องไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ถ้าเขาชวนแบบเลี่ยงไม่ได้ เราจึงปรับความคิดว่าเราจะทำให้การเที่ยวมันมีความสุขขึ้นได้่ยังไงก่อน ซึ่งวิธีการที่เราเลือกก็คือสร้างเป้าหมายสร้างจุดประสงค์ที่สร้างคุณค่าที่เราอยากมอบให้กับคนอื่น เช่น ถ้าหนึ่งในเป้าหมายในชีวิตของเราคือ สร้างความสุขให้คนรอบข้างโดยไม่ฝืนตัวเองมากไป ขณะที่ทำกิจกรรมใน trip เราก็จะคิดว่ามันตอบเป้าหมายนั้นยังไง เราจะดูแลปกป้องเพื่อนร่วม trip ยังไง เราจะขับรถพาเพื่อน ๆ ไปท่องเที่ยวให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยและมีความสุขได้ยังไง เมื่อเราได้ทำกิจกรรมที่พยายามไปถึงเป้าหมายแล้ว เราก็จะมีความสุขในระหว่างเส้นทางตรงนั้นขึ้นมาได้

ทุกคนหมกมุ่นอยู่กับ Generative AI แต่บางทีก็ไปสุดทางเกิน

2 ปีที่ผ่านมาเห็น movement ของ GenAI มาตั้งแต่ autocomplete ใน VSCode ผ่าน GitHub Copilot มาที่ Large Language Model (LLM ที่ผ่านการปัด slot machine ผิด ๆ train จนมันเริ่มใช้งานทั่ว ๆ ไปได้) มาที่ chat มาที่ coding assistant ไปจนถึง agent และ practice ต่าง ๆ แต่ว่าเราก็ไม่เขียน blog เกี่ยวกับมันเลย ก็ใช้งานและเรียนรู้อยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากบทเรียนตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ที่รู้ว่าถ้าตามให้ทันทุกอย่างตลอดเวลาจะเหนื่อยมากไม่คุ้มกับแรงที่ออกไป และวงการนี้กระแสมันไปไวมาก ๆ เรียนรู้ศาสตร์นึงกำลังจะเป็นเซียนละ ศาสตร์ใหม่ที่แก้ปัญหาเดิมของศาสตร์เก่าก็ออกมาซะแล้ว บวกกับกระแสใน social media ที่จะมีบทความต่าง ๆ ที่ออกมาเกทับศาสตร์ที่ตัวเองนับถือออกมามากมาย เช่น “X is dead, long live Y” ทั้งที่เนื้อในมันเป็นการเกทับที่บริบทมันไม่ตรงกันตั้งแต่แรก ไปจนถึง post เรียกทัวร์มาลงแบบ “ถ้าไม่รู้จักสิ่งนี้คุณจะตกงานแน่ ๆ” สร้างความกลัวแบบไม่จำเป็นขึ้นมา กับอีกอันนึงก็คือหลากหลายบริษัท (รวมถึงบริษัทตัวเองด้วย) ก็ต้องเปลี่ยน vision, strategy, game plan จะเรียกอะไรก็แล้่วแต่ของตัวเองไปเกาะกับ AI จนบางครั้งบางคน (ไม่เหมารวมนะ) ก็หลงลืมไปว่าปีที่แล้วยังมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอยู่เลย ปีนี้กลับไปเน้นขาย AI โดยไม่ได้สนใจเลยว่ามันมาแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างมีเหตุมีผลหรือเปล่า[1]

จึงเป็นเป้าหมายของเราในงาน software development เพื่อให้ทุกคนถอยกลับมาเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าเราเอาเทคนิคต่าง ๆ มาใช้เพื่ออะไร มันมีผลกระทบอะไรต่อ business บ้าง ถ้าเราเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจลูกค้าหรือเพื่อนรว่มทีม อย่างน้อยก็เห็นแก่ค่า token ค่า infrastructure ที่ต้องจ่ายไปบ้างก็ดี (แต่ตัวเราก็ไม่ได้เห็นแก่สิ่งอื่นจนไปสุดทางแบบสาย progressive เช่น anti-AI เพราะค่า CO2 emission ทำให้โลกมันร้อนขึ้นอะไรงั้นนะ) และเราก็ได้ลงมือทำผ่านการแบ่งปันเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับ Generative AI ให้กับลุกค้าและเพื่อน ๆ ที่ทำงานให้กับลูกค้า

สุดท้ายแล้ว GenAI ช่วยให้เขียน code เร็วขึ้นจริง refactor เร็วขึ้น สร้างความเข้าใจในระบบเร็วขึ้น prototype เร็วขึ้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราส่งมอบ software ได้เร็วขึ้น การทำให้ทั้งระบบเร็วขึ้นจึงต้องแก้ให้ถูกจุดผ่านการวิเคราะห์ bottleneck ด้วย theory of constraints ทั้งด้านคน กระบวนการ และ tech แล้วค่อยดูว่าจะเอา GenAI ไปเสริมตรงไหนที่แก้ทั้งระบบได้ แทนที่จะเป็นว่าเสริมตรงไหนได้ก็เสริม ไม่เวิคหรอก

ปีนี้เราสังเกตว่าเราไม่ได้เขียน blog เยอะมากมายเหมือนเดิมแล้ว ไม่ได้เป็นเพราะว่าเราขี้เกียจ แต่เราคิดว่า content ของ blog ถูก GenAI disrupt เข้าเต็ม ๆ เพราะ blog นี้เน้นการจดบันทึกประสบการณ์ software development นั่นรวมถึงความรู้ทั่วไปที่หาได้ใน internet แต่เราพบว่ามันย่อยยากเข้าใจยากซะเหลือเกิน จึงเลือกที่จะเรียนรู้แล้วเขียนไว้ในฉบับที่ตัวเองกลับมาอ่านก็เข้าใจได้อันสั้น เวลาตอนที่จะต้องระลึกชาติกลับมาก็ทำได้เร็ว เปรียบเสมือนการทำ indexing ไว้ใน RDBMS หรือยุคนี้ต้องเป็น RAG ใน GenAI vector database ฮ่า ๆๆ

แต่การมาของ GenAI มันลดขั้นตอนเหล่านี้ลง นึกอะไรไม่ออกหรือไม่เข้าใจเรื่องอะไรก็ให้ GenAI สรุปหรือย่อยมามาจนกว่าเราจะเข้าใจ ทำให้การเขียน blog ด้วย content แบบเดิมจึงตอบโจทย์อยู่แต่ไม่คุ้มแรงที่ต้องออกไปเมื่อเทียบกับการใช้ GenAI แม้ว่าการเขียนเองจะทำให้เราเข้าใจหรือจำได้ดีกว่าการใช้ GenAI เพราะสมองเรามักจะจดจำสิ่งที่ได้มายาก ๆ ได้นานกว่าสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ แต่ถ้าเราจำไม่ได้ก็เรียก GenAI มาได้แบบไว ๆ ได้อยู่ดี ดังนั้นเราคิดว่า blog content ก็จะเน้นเรื่องข้อมูลทั่วไปน้อยลง และจะเปลี่ยนไปเน้นเรื่องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น จำนวนไม่ต้องเยอะ เอาที่ตัวเองมองว่ากลับมาอ่านแล้วมันยังมีประโยชน์ในระยะยาวอยู่

การเดินทางสายกลางกับการทำงานในระยะยาว

ถึงแม้ว่างานในบริษัทอาจจะไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะว่าสิ่งที่บริษัทอยากจะไปมันต่างจากสิ่งที่เราอยากจะทำ ซึ่งบางส่วนก็เกี่ยวข้องกับ GenAI ด้วย แต่ได้โอกาสทำงานเสริมก็ช่วยให้มีกำลังใจในการทำงานไปต่อได้นะ แล้วเราสามารถเอาพลังงานบวกมาใช้กับงานในบริษัทได้ด้วย งานสอนนี้ทำให้เราออกจาก comfort zone เพราะไม่ชอบเขียน frontend แต่การมาของ GenAI ก็ทำให้ learning curve มันน้อยลง บวกกับพื้นฐานที่มีอยู่จากบุญเก่าก็ทำให้การถ่ายทอดออกมาเข้มขึ้น เลยออกมาเป็นคอร์ส Modern React with Testing ผลพลอยได้ก็คือเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับ frontend มากขึ้น ทำให้เรารู้รอบมากขึ้นและสามารถนำไปใช้กับงานในบริษัทได้บ้างจริง ๆ เราเป็นคนเชื่อและนับถือตัวเองถ้าสามารถทำบางสิ่งได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น performance ของการทำงาน ของการออกกำลังกาย ของความสัมพันธ์ ประเด็นคือเราคิดว่าการที่จะทำงานในวงการนี้ต่อไปได้ยาว ๆ สิ่งที่สำคัญนอกจากการรู้รอบและรู้ลึกบางส่วนแล้ว จะต้องทำงานกับจิดใจตัวเองเพื่อหา balance ระหว่างการทำงานที่ตรงกับสิ่งบริษัทอยากไป และการทำงานในสิ่งที่ตรงกับความสนใจของเรา แต่ถ้าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกันก็ลุยเลยครับ

การหาคนปรึกษามีความสำคัญสำหรับการเยียวยาจิตใจ

ได้มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเรื่อง hardship ที่เจอในตอนวัยเด็ก ทำให้กลับมาฉุกคิดว่าเมื่อเราผ่านเหตุการณ์แย่ ๆ มา เวลาตกตะกอนและนึกถึงมุมมองว่าเราเป็นเหยื่อโดนกระทำ เช่น สมมติว่าเคยโดนเพื่อนแกล้ง ถ้าเราคิดว่า “ทำไมเราต้องตกเป็นเหยื่อ ทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับเราแบบนี้” มันจะยากและเจ็บปวดมาก คุณอาจจะเคยได้ยินว่าเวลาตั้งคำถามให้ “Start with Why” แต่ว่าบริบทนั้นมันเป็นมุมมองจาก marketing หรือ leadership inspiration ซึ่งไม่ใช่บริบทของการก้าวข้าม hardship เพราะสุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้คำตอบอะไรที่มัน logical กลับมา ส่งผลให้หลาย ๆ คนไม่สามารถออกจาก loop ความคิดนี้ได้นั่นเอง

แต่เมื่อเรานึกถึงมุมมองจากบุคคลที่ 3 ว่าถ้าเขาเป็นคนปกติทำไมเขาถึงทำกับคนอื่นแบบนั้น จะทำให้เราก้าวข้ามมันมาได้ด้วยความเข้าใจมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับมันนะ ซึ่งมันจะดีกว่าการที่ใช้ logic เพื่อถามตัวเองว่า ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้ถึงเกิดกับเรา เช่น สมมติว่าเคยโดนเพื่อนแกล้ง เราก็คิดว่าเพื่อนมันได้อะไรจากการแกล้งคนอื่น บางทีอาจจะอยากให้เพื่อนในกลุ่มยอมรับ อาจจะอยากให้คนอื่นเห็นว่าแข็งแกร่งขึ้น ถูกผิดไม่ว่ากัน ยอมรับไม่ได้เพราะความอยากเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเอาความรู้สึกคนอื่นเข้าไปแลก แต่จะดีกว่าถามตัวเองว่าทำไมต้องเป็นเรา เราทำไรผิด กลายเป็น trauma ทันที เพราะคำตอบที่เราได้มามันจะไม่ make sense เลย

เรื่องถัดมาคือ hardship ที่แต่ละคนเจอจะหล่อมหลอม boundaries ของเรา ทำให้แต่ละคนมี boundaries ไม่เท่ากัน เช่น ผู้ชายชมว่าผู้หญิงสวย อาจหมายถึงการคุกคามทางเพศสำหรับบางคนซึ่งผู้ชายอาจจะไม่คิดแบบนั้น นั่นไม่ได้หมายความว่าคน ๆ นั้นมาตรฐานสูงเกินไป แต่มันหมายถึง boundaries มันไม่ตรงกัน ไม่มีใครถูกใครผิด การก้าวข้าม hardship หรือการปกป้อง boundaries ของตนเอง เรามองว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือการสังเกตตัวเอง ตามมาด้วยการหาจุด trigger ของปัญหาที่เกี่ยวข้อง นำ inputs ทั้ง 2 อย่างมาหาคนปรึกษาที่แก้ปัญหาผ่าน inputs คล้าย ๆ กับเรา เช่น ถ้าเราอยากเลิกติดเหล้า การไปปรึกษาพระไม่ใช่ตัวเลือกแรกเพราะพระทุกคนไม่ได้เจอปัญหาเหมือนเรา เราต้องหาคนที่เจออะไรคล้าย ๆ เรา แล้วศึกษาวิธีที่เขาผ่านมันมาได้ เชื่อเราเหอะ การหาคนปรึกษามีความสำคัญสำหรับการเยียวยาจิตใจ บางทีคนใกล้ตัวอาจจะไม่ใช่คน ๆ นั้นก็ได้นะ

กล้าลงทุนกับสิ่งที่มีคุณค่าในระยะยาว

ครึ่งปีนี้เหมือนเป็นช่วงที่เรากล้าลงทุนกับสิ่งที่มีคุณค่าในระยะยาว เพื่อประหยัดเวลา พลังงาน และพื้นที่ในใจ เพราะสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ช่วยลดภาระในการใช้ชีวิต และทำให้มีพลังเหลือไป focus กับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และชีวิตใช้แรงน้อยลงได้ทำสิ่งที่เราอยากทำในระยะยาว

  • สร้างทีมและ culture จนเราไม่ต้องแบกทุกอย่างเอง ทำให้มีเวลากลับมาให้กับงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต ผลพลอยได้คือมันทำให้เราบริหารเวลาได้เก่งขึ้น เกิดมาจากหน้าที่ความรับผิดชอบในปัจจุบัน บุญเก่าที่สั่งสมจากการสร้าง culture และ maturity level และปล่อยให้ทีมเก่งขึ้นเอง ตัดสินใจเอง ข้อเสียที่ตามมาคือสับสนงงหลงลืมประเด็นเองบางครั้ง ต้องให้เพื่อนช่วยเตือน อาจจะทำให้คนอื่นมั่นใจต่อตัวเราน้อยลง อาจจะต้อง fact check สิ่งที่เราพูด ตรงนี้คงต้องปรับปรุงการสื่อสารโดยทำ fact check ด้วยตัวเอง บอกคนอื่นให้ชัดเจนไปเลยว่าเราต้องการอะไร
  • เหตุการณ์เล็ก ๆ หลาย ๆ อย่างในครึ่งปีนี้ย้ำว่าการให้ที่มีความสุขคือเราทำดีหรือให้อะไรกับใครโดยไม่มีอะไรบวกห้อยตามมา ให้เพราะเรามีเยอะแล้ว การคาดหวังอะไรกลับมาทำให้เราเจ็บปวดเมื่อไม่ได้สิ่งที่คาดหวังไว้กลับมา
  • เริ่มลงทุนกับของบางชิ้นที่แพงแต่สามารถใช้งานได้ยาว ๆ ดีกว่าซื้อถูกแต่คุณภาพไม่ดี ใช้แล้วไม่เข้ากับเรา ไม่สบาย เลยต้องซื้อหลาย ๆ รอบ
  • ศัลยกรรมครั้งแรก ตื่นเต้น และเจ็บมากกว่าที่คิด เดี๋ยวนี้ technology ไปไกลมาก ทำให้เข้าถึงได้ง่ายมาก ที่ทำไม่ใช่ต้องการดูดีให้คนทักอย่างเดียว แต่ช่วยดูแลตัวเองเวลามองกระจกจะไม่ต้องใช้ will power ในการชื่นชมตัวเองมากเกินไป ทำให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องธรรมชาติมากขึ้น

[1] ส่วนนึงเราก็เข้าใจว่าบริษัทก็ต้องทำมาหากินด้วยการดึงเงินนักลงทุนเข้ามา ถ้าไม่มีเงินพนักงานก็ไม่ได้เงินเดือนขึ้นหรือไม่ได้เงินเลย แค่เราไม่ยอมรับว่าการขาย AI ให้ลูกค้าใช้โดยลืมปัญหาเดิม ๆ ที่หลาย ๆ ปัญหามันไม่ได้เกี่ยวกับ tech เป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนา software มันดีขึ้นอย่างเป็นระบบ