การเขียนด้วยตัวเองช่วยตกตะกอนความคิดให้คมชัดขึ้น
ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการเขียนอยู่แล้ว คนเราจึงสื่อสารกับคนอื่นได้ ส่วนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับพลังของแต่ละคน บางคนก็ต่อยอดการเขียนไปสู่อาชีพ เช่น นักเขียน นักข่าว ซึ่งสร้าง “แรงกระเพื่อม” ให้กับสังคมและอารมณ์ของคนอ่านแตกต่างกัน
ผมนึกย้อนกลับไปตอนเริ่มเขียน blog นี้จริงจังครั้งแรกตอนปี 2020 มาถึงปีนี้ 2026 การที่อายุมากขึ้นมันทำให้เราตั้งคำถามกับชีวิตบ่อยขึ้น หนึ่งในนั้นคือ
ทุกวันนี้เราได้อะไรจากการเขียนของเรา (กูทำไปเพื่อ?)
สาเหตุที่ตั้งคำถามนี้เพราะว่าผมเริ่มจะเข้าใจชีวิตและตัวเองมากขึ้นว่า อะไรที่สำคัญกับชีวิตของเราจริง ๆ อะไรที่ทำให้เราอิ่มใจและอยากมีชีวิตต่อ แปลว่าในเวลาเดียวกันผมก็จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตออกไป คำถามนี้ก็เหมือนกับการประเมินว่าผมควรจะตัดการเขียนออกจากชีวิตไปดีไหม
ก่อนหน้านี้ผมเคย reflect ครึ่งปีแรกของปี 2026 ไว้ว่าการเขียน blog (ด้วย content บันทึกประสบการณ์ software development รวมถึงความรู้ทั่วไปที่หาได้ใน internet ในฉบับที่ตัวเองกลับมาอ่านก็เข้าใจได้เร็ว) มันถูกลดคุณค่าลงด้วย GenAI แต่ก็คิดว่าการเขียนเองจะทำให้เราเข้าใจหรือจำได้ดีกว่าการใช้ GenAI เพราะว่าในขณะที่เรากำลังเขียนด้วยตัวเอง ในหัวผมต้องคิดไปด้วยว่า
- สิ่งที่เขียนไปนี่มันถูกต้องไหม ถ้าไม่แน่ใจก็ fact check ใน internet ผ่าน official docs หน่อยดีกว่า
- สิ่งที่เขียนไปนี่คนอ่านจะอ่านรู้เรื่องไหม ถ้าไม่แน่ใจก็ลองอ่านเองดูก่อนสักรอบหรือใช้ GenAI ช่วยเกลาคำไหม
การเขียนมันช่วยให้ผมคิดไปตลอด แล้วผลจากความไม่แน่ใจนั้นก็ทำให้ผมเข้าใจและเรียนรู้กับสิ่ง ๆ นั้นมากขึ้น ผมนึกย้อนกลับไปผมมั่นใจว่าการเขียน blog นี้มันช่วยทำให้ผมเป็นคนที่เก่งขึ้นในด้าน soft skill ไม่ใช่แค่การเขียน แต่เป็นการพูด การ present การ influence ลูกค้า ยิ่งพอมารับบทบาทเป็น tech lead แล้วยิ่งต้องใช้ทักษะเหล่านี้มากขึ้น ยิ่งได้ประโยชน์จากมันมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
ผมคิดว่าผมในอีกร่างนึงก็จะเถียงว่า
แล้วมึงจะแคร์ไปทำไม ถ้ามันผิดหรืออ่านไม่รู้เรื่องก็ prompt ใหม่สิ
ผมเห็นด้วยนะที่จะใช้ technology เพื่อช่วยให้ชีวิตผมสะดวกขึ้น แต่ผมกังวลว่า
- มันมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานผม คือในขณะที่ตัวเองยังมีงานทำอยู่เนี่ย ผมควรใช้ GenAI เพื่อทำให้ผมทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่มาลดคุณค่าของตัวเองลง ถ้าข้อมูลผิดความน่าเชื่อถือผมก็ลดลง คนอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่สามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ง่าย เวลามีการประเมิน performance เขาไม่ได้โทษ LLM model นะครับ เขาโทษผม ฮ่า ๆๆ
- มันทำให้ผมสับสนกับตัวเองว่าใจความที่ผมจะสื่อ(จากงานเขียนที่ใช้ GenAI ช่วย)คืออะไร ผมคิดว่า ณ วันนี้ที่ผมเขียน blog นี้อยู่พวก foundational LLM model มันตอบด้วยข้อมูลที่เป็น fact มาจริงกว่าแต่ก่อนเยอะมาก แต่สิ่งที่มันยังทำได้ไม่ดีคือความสอดคล้องกัน (congruence) ของ output ทำให้งานเขียนส่วนใหญ่คือจับต้นชนปลายไม่ได้ การที่มีใจความสำคัญในงานเขียนของเรา เชื่อผมเหอะ มันช่วยย่นเวลาและพลังงานที่ใช้ในการอ่านและสร้าง “แรงกระเพื่อม” ได้นะ
- มันขัดกับจุดประสงค์ในการทำงานของผม บางครั้งที่ผมพึ่งพา GenAI มากเกินไป สุดท้ายงานเขียนผม (blog, ADR, analysis, chat) ก็ตัน ผมไม่ได้เข้าใจหรือเรียนรู้อะไรไปเกี่ยวกับงานนั้นเลย ซึ่งมันขัดกับตัวตนภายในผมที่ผมอยากทำงานอะไรก็ตามที่ผมเชื่อในจุดประสงค์ของมันและผมยังได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เชื่อผมเหอะ ไม่มีมนุษย์คนไหนแม่งอยากโง่ลงหรอก คุณอาจจะบอกว่าการที่ technology เข้ามา มันไม่ได้หมายความว่าเราจะโง่ลงเสมอไป มันช่วยให้เราไปใช้ความฉลาดไปกับสิ่งที่มันสร้าง “แรงกระเพื่อม” ได้ในวงกว้างขึ้น ใช่ครับผมเห็นด้วย แต่ในบริบทนี้งานเขียนนั่นแหละคือการสร้าง “แรงกระเพื่อม” โดยตรง
ผมยกตัวอย่างเปรียบเปรย ผมคิดว่าคนเราไม่ได้โง่ลงจากเดิมที่ขี่ม้ามาเป็นขับรถ ในขณะเดียวกันหลายคนเขาไม่ได้อยากสร้าง “แรงกระเพื่อม” ใด ๆ บางคนเขาแค่อยากเดินทางจาก A -> B เขาไม่ได้อยากจะ “เป็นหนึ่งเดียวกันกับม้า” หรือ “ได้การยอมรับ” จากสังคมเสมอไป
สำหรับการเขียนของผม ผมไม่ได้อยากสร้าง “แรงกระเพื่อม” ให้กับสังคม ทุกวันนี้การจะทำแบบนั้นได้มันจะต้องเน้น clickbait, ragebait ซึ่งเป็นการสร้าง “แรงกระเพื่อม” โดยใช้พลังงานในแง่ลบ หรือไป post ใน social media ซึ่งผมไม่ได้อยากเอาพลังงานมาต่อร้องต่อเถียงกับคนที่ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลย ผมแค่อยากสร้าง “แรงกระเพื่อม” ให้กับตัวผมเองผ่านการพัฒนาทางด้านความคิดให้ผมช่วยตกตะกอนความคิดให้คมชัดขึ้น เป็นคนที่เก่งขึ้นเพื่อสร้าง “แรงกระเพื่อม” ให้กับสังคม ที่ผมรู้จักและมีส่วนได้ส่วนเสียกับชีวิตของผมอีกที ส่วน “แรงกระเพื่อม” จากคนที่หลงเข้ามาอ่านนั้นก็ถือว่าเป็นกำไรไปละกันครับ