สรุป software development journey ปี 2025
ปีแห่ง Leadership ในทุกด้านของชีวิต

ปีนี้เป็นปีที่ได้สวมหมวก technical lead แบบเต็มตัว ทีมที่เข้ามาดูแลอยู่ในสภาพ high pressure + low morale งานด่วน งานพัง งานหลุด เข้ามาพร้อมกันแบบไม่ให้ตั้งตัว
ช่วงแรกของปี แทบไม่ได้คิดเรื่อง strategy เลย focus มีอยู่แค่ 3 อย่าง
- คน (ลูกค้า + ทีม)
- งานที่ต้องส่งมอบ
- กระบวนการส่งมอบงาน
โจทย์ใหญ่ ๆ ที่ต้องตีให้แตกคือ
- ทำยังไงให้ทีมรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดและแสดงความคิดเห็น
- ทำยังไงให้ delivery ไม่หลุดซ้ำ
- ทำยังไงให้คนรู้ว่า priority คืออะไร และอะไร “ยังไม่ต้องทำ”
เริ่มจากการห้ามเลือดให้ได้ก่อนโดยทำ dependency mapping ข้ามกว่า 20+ components และเอา urgency vs impact matrix มาประยุกต์ใช้ ผลที่ได้คือ ผลคือ unplanned work ลดลง การ prioritise แต่ละ quarter ทำได้เป็นระบบตามความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น platform เสถียรขึ้น และทีมไม่ต้องวิ่งไล่แก้ปัญหาแบบเดิมเพราะไม่รู้ว่ามี dependency อะไรบ้าง พร้อมกับแนวคิดจากเดิมที่ว่า
“infra นี้ใครดูแล?” -> “capability นี้ทีมเรามอบอะไรให้คนอื่นได้บ้าง?”
เมื่อทีมเริ่มนิ่ง เราถึงเริ่มขยับจาก firefighting mode → safety mode → self-organised mode ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่หลาย ๆ คนได้กล่าวไว้คือ leader ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่
- สร้าง decision structure ให้คนอื่นตัดสินใจได้
- ทำให้แต่ละคนมี ownership ในชิ้นงานจริง
- และยอมถอยเมื่อถึงเวลาที่ทีมต้องเดินเอง
หน้าที่ความรับผิดชอบจึงขยับขึ้นจากลงมือแก้ปัญหาระบบไปเป็น “ตัวคูณ” ของทีม เช่น
- สร้าง service template, code scaffolding, automation, how-to guides ลดเวลา setup microservice จาก ~5 วัน เหลือ ~2 วัน
- ปรับ documentation ทั้งหมดด้วยแนวคิด Diátaxis
- แจก workstream ให้คนในทีมเป็นคน lead งานเชิง strategy เอง
- มอบ onboarding session ให้คนในทีมสลับกัน lead แม้ใน topic ที่ไม่คุ้น
ผลลัพธ์ที่ได้คือ bus factor สูงขึ้น ความมั่นใจของทีมสูงขึ้นและหลายคนบอกตรงกันว่า “รู้สึกเป็นเจ้าของงานจริง ๆ” การ delegate และ roadmapping ก็สามารถทำได้คมขึ้นแบบคนละโลก
Half Fridays ที่ให้เป็น free learning time กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทีมพูดถึงมากที่สุด ทั้งเรื่อง morale, velocity และ cross-collaboration ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด
Coaching ไม่ได้มีไว้แค่คนรับ feedback
ปีนี้ได้เรียนรู้ว่า coaching สำคัญกับทั้งคนให้ feedback และคนรับ feedback บาง moment มันไม่สวย บาง moment มันอึดอัด แต่ถ้าเรานิ่งกับมันดีพอ ความขัดแย้งจะเผย value ของคนในทีมที่ยึดถือออกมาเอง จากเดิมที่เป็นคน democratic มาก ปีนี้เรียนรู้ว่าบางเรื่อง leader ต้อง make the call โดยเฉพาะเรื่องทิศทาง platform และเรื่องคน แต่ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อปกป้องทีมให้เดินไปต่อได้
Crisis สอน leadership ได้ดีกว่าหลักสูตรไหน ๆ

ปีนี้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ เราใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ เขียน emergency handbook ขึ้นมา handbook นี้ไม่ได้มีแค่ checklist ว่าต้องทำอะไร แต่มันเป็นทั้ง communication และ emotional support guide เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ต้องทำอะไร ติดต่อใคร และเขาไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว ทำให้ได้โอกาสไปอบรมเรื่อง CPR และ First Aid ด้วย
อีกบทบาทหนึ่งที่ยังทำต่อเนื่องคือ social impact work การได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ และครอบครัว จากระบบที่เราเข้าไปช่วยออกแบบ จากระบบ manual ที่ข้อมูลกระจัดกระจาย ไปสู่ระบบที่ทีมสามารถ ค้นหา แบ่งกลุ่ม วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลได้แม้ทีมงานจะเปลี่ยน จาก 110 ครอบครัว ไปสู่ 600 กว่าครอบครัวในปีที่สอง มันตอบคำถามได้ชัดมากว่า ทำไมเราถึงยังทำงานในสาย software development
จาก hard skill สู่ soft skill
ปีนี้ตั้งใจลดเวลาฝึก technical บางส่วน เอาไปลงกับ leadership และ soft skill แทน มีโอกาสไปเรียนหลาย course ที่เหมือนล้างสมอง ตัวเองอย่าง
- Tech leadership: Culture building 101
- Humanistic Architecture
- Hyper Productivity & Key Differentiations Based on NVC
สิ่งที่ resonate มากคือแนวคิดว่า
- การสร้าง culture ไม่ใช่การพูดอย่างเดียว แต่คือการทำซ้ำ ๆ อย่างมีเจตนา ทุกค่านิยมมีด้านมืด ทุกทีมมีจังหวะที่เหมาะกับมัน และผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่ “ยอมเปลี่ยนตัวเอง” เพื่อพาทีมเติบโตในแบบที่เหมาะกับบริบท ณ เวลานั้น
- เบื้องหลังทุก design decision มีมนุษย์อยู่ มี yearning, ความกลัว, ความหวัง
- Software design ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่คือการเลือกว่าปัญหาไหน “ควร” แก้ และเมื่อไหร่
- ทุกระบบ software ที่สร้างขึ้นมันสอนให้เราเห็นหัวใจของคนหลัง requirement และ code ทุกบรรทัด
- Hyper Productivity (เข้าใจสมองเรา) และ NVC (เข้าใจหัวใจเขา) มันเหมือนเป็น “เลนส์ใหม่” ที่ทำให้เราเข้าใจทั้งตัวเองและคนอื่นดีขึ้น
AI hype: Productivity booster และ existential crisis

ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI ช่วยให้ productivity ของเราเพิ่มขึ้นจริง เช่น การ coding (โดยเฉพาะพวก scripting ทำได้ดีมาก), การเขียนละอ่าน documentation และ blog, การทำ presentation, การทำ research เบื้องต้นไว ๆ, code review เป็นต้น นอกจากนั้นยังเอาไปปรับใช้กับนอกงานได้ เช่น การวางแผน การปรึกษาในทุกด้าน ทลายเพดานในความสงสัยหลาย ๆ อย่างในชีวิต แต่การใช้งานของเราก็ยังจำกัดไว้ให้กับงานที่ง่าย ๆ ถึก ๆ ไม่ต้องการการวิเคราะห์มากมาย เพราะยังคิดว่า AI (โดยเฉพาะพวก Generative AI) ในปี 2025 มันก็เป็นนกแก้วนกขุนทองที่เลือกหยิบคำที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องที่สุดมาต่อกัน (probabilistic parrot) ดังนั้นมนุษย์อย่างเรายังคงมีบทบาทในการ validate output ที่ออกมาด้วย แทนที่จะไปบอกลูกค้าแค่ว่า “อันนี้คือ AI บอกมานะครับ” ถึงแม้ว่าจะมี technique หลาย ๆ อย่างผุดขึ้นมา เช่น prompt engineering, context engineering, spec-driven development แต่มันจะใช้ไม่ได้ผลเต็มที่ถ้าเราขาดทักษะเบื้องต้นที่ทำให้ AI มันทำงานบน context ที่เจาะจงจริง ๆ เช่น การแบ่งปัญหาใหญ่ ๆ ออกเป็นปัญหา (context) ย่อย ๆ, การเข้าใจ trade-offs ของการแบ่ง (ระบบ) หลาย ๆ แบบ, การเลือกปัญหาที่เหมาะสมในการแก้
เราเองก็เป็นเหมือนกันกับหลาย ๆ คนที่เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน ว่า AI มันอาจจะไม่ใช่แค่ hype อย่าง blockchain หรือ metaverse แต่มันอาจจะมาแทนเราเลยก็ได้ ลองคิดดูว่าเราทำอาชีพ consulting ทำไมลูกค้าถึงจะต้องจ้างเราอยู่ในเมื่อเขาก็สามารถคุยกับ AI tooling เพื่อตอบปัญหาในใจเขาได้ คุณค่าอะไรของเราในความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างจาก tooling เหล่านั้น เมื่อเราตอบตรงนี้ได้เราจะสามารถเลือกเสริมเพิ่มทักษะเหล่านั้นให้มากขึ้นได้
ในทางกลับกันมันก็คงต้องใช้พลังวัดเยอะพอสมควร เรายังจะไหวอยู่ไหมในเมื่อบริษัท tech ยักษ์ใหญ่ต่างก็ลงทุนลงแรงให้ LLM ของตนไปอยู่ใน AGI (Artificial General Intelligence) ที่สามารถทำงานได้มากกว่าหรือเทียบเท่ากับคน แปลว่าถ้ามันถึงจุดนั้น งานของเราแทบจะหากินไม่ได้แล้ว จะยอมแพ้ไปทำอย่างอื่นดีไหม บวกกับว่างานของเรามันเริ่มที่จะไม่ตรงกับ vision ของบริษัทที่จะมุ่งไปทาง AI แบบเต็มเกียร์
คำตอบของคำถามว่า “เรายังจะไหวอยู่ไหม” หรือ “เราจะโดนแทนที่ด้วย AI ไหม” ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้ทำงานกับตัวเอง “เราได้ประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลาและลงมือพัฒนาตัวเราอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า”
การกลับมาอ่านสำคัญพอ ๆ กันกับการเขียนเพิ่มเข้าไป
เมื่อมองย้อนกลับมาเราพบว่าปี 2025 เป็นปีที่เราเขียน blog น้อยลงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาชัดเขน สืบเนื่องจากหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานที่เวลาเข้า-ออกงานไม่นิ่งก็ดี การทุ่มเทที่ไม่สามารถลงไปทุกอย่างไปกับงานเหมือนในช่วงแรกของการทำงาน และ GenAI ที่ content สามารถสร้างขึ้นมาด้วย prompt อันสั้น ทำให้การเขียน blog มันสะดวกมากขึ้นจนไม่ต้องมาปันเวลาให้กับมัน ทำให้การ focus เปลี่ยนจากการเขียนอย่างเดียว มาเป็นการอ่านในสิ่งที่เราเขียนไปด้วย เพื่อทบทวนและ reflect ความเข้าใจของเราในอดีตที่อาจจะส่งผลต่อปัจจุบัน ทำให้คำพูดเราเฉียบคมขึ้นจากการที่เราได้อ่าน “script” ไปอีกรอบ ซึ่งเราพบว่า content ที่เราเขียนเองมันเข้าไปถึงจิตใจมากกว่า มันติดสมองเรามากกว่าเมื่อเทียบกับ content ที่ให้ GenAI เขียนให้
สถิติ
ปีที่ผ่านมาเขียนไป 40 blog โดยเรื่องที่เขียนเยอะที่สุดคือ
- kubernetes (11)
- soft-skill (9)
- aws (9)
- networking (4)
- github-actions (4)
สังเกตจากปีที่แล้วคือเรื่อง Kubernetes เยอะขึ้นชัดเจน โดยที่ productivity น้อยลงจนเหลือ 0 ซึ่งคิดว่าถูกแทนที่ด้วย AI tooling ต่าง ๆ
มี 1 blog ที่เอาไปแชร์กับพี่ ๆ ผ่าน Medium
เวลาที่ใช้ในการเขียน code
จากการใช้เครื่องมือ WakaTime เป็นตัวเก็บสถิติ พบว่าปีทีี่แล้ว
- เขียน code ไป 313 ชั่วโมง เฉลี่ยวันละ 1 ชม. 6 นาที น้อยลงจากปีที่แล้ว
- ภาษาที่เขียนเยอะสุดคือ Other (ก็คือเป็น text จดทั่วไป code ตอกย้ำว่าน้อยลงชัดเจน)
Feedback

ระหว่างปีที่ผ่านมา มาดู feedback ที่เราได้รับกันหน่อย ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มอบ feedback เป็นของขวัญตลอดทั้งปีนะครับ 🎁
- หลายคนบอกว่า technical direction ชัดและ practical สิ่งที่เราคิดไม่ได้อยู่แค่ในหัวเรา แต่มันถูกถ่ายทอดออกไปจนคนอื่นเอาไปใช้ตัดสินใจและลงมือทำได้จริง
- การที่ทีมบอกว่าการทำงานลื่นขึ้น และ execution ง่ายขึ้น แปลว่า เราไม่ได้เพิ่มภาระด้วย process แต่เราสร้าง structure ที่ช่วยให้คนโฟกัสกับงานของตัวเองได้
- การที่คนที่ไม่ได้อยู่ในทีมโดยตรงยังรู้สึกว่า squad นิ่งขึ้นและเสถียรขึ้น แปลว่า impact ของ leadership มันไม่จำกัดอยู่แค่ในวงเล็ก ๆ แต่มันสะท้อนออกไปในระดับ account และ client relationship
- การที่ client รู้สึก happy มากขึ้น แปลว่า เราไม่ได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เราลด recurring issues ที่เคยบั่นทอนความเชื่อใจ
- การที่มีคนบอกว่าทีมนี้เคยเป็นทีมที่ “ใครมาก็ออก” แต่ปีนี้มันเปลี่ยนไป แปลว่า เราสามารถสร้าง environment ที่คนอยากอยู่และอยากลองอีกครั้ง
- การที่มีคนเห็นว่าเราช่วยได้ตั้งแต่ infra, DevOps ไปจนถึง application design แปลว่า เราไม่ได้เก่งแค่ใน silo ของตัวเอง แต่เข้าใจระบบในภาพรวม และเชื่อมจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้
- การที่ automation และ scaffold ที่เราทำช่วยให้ migration เร็วขึ้นอย่างชัดเจน แปลว่า เวลาที่เราใช้ไปกับงาน “ที่ไม่มี spotlight” มันช่วยทีมได้จริงในระยะยาว
- การที่ documentation ถูกพูดถึงว่าละเอียด ชัด และมีเหตุผลรองรับ แปลว่า เราเคารพเวลาของคนอ่านและตั้งใจเขียนเพื่อให้คนอื่น “lead ต่อได้” ไม่ใช่แค่อ่านแล้วจบ
- การที่ stakeholder รู้สึกว่าเราคอย keep everyone in the loop แปลว่า เราไม่ได้ทำงานเงียบ ๆ แล้วหวังให้คนเข้าใจเอง แต่เลือกสื่อสารอย่างโปร่งใส แม้ในเรื่องที่ยังไม่สวย
- การที่มีคนบอกว่าเราช่วยแปลง business goalให้กลายเป็น technical action ได้ แปลว่า เราทำหน้าที่เป็นสะพาน ไม่ใช่กำแพงระหว่าง product กับ engineering
- การที่ใน incident ใหญ่ ๆ คนยังเชื่อใจ leadership และความนิ่งของทีม แปลว่า เวลาที่กดดันที่สุด เราไม่ทำให้ใครรู้สึกโดดเดี่ยว
- การที่มีคนบอกว่าการคุยกับเรามัน “ผ่อนคลายขึ้น” แปลว่า เราเรียนรู้ที่จะ soft ลง และสร้าง psychological safety มากกว่าที่เคย
- การที่บางคนบอกว่า “คุยได้ทุกเรื่อง แม้จะอธิบายยาก” แปลว่า เราฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ได้ฟังเพื่อรอพูด
- การที่ check-in ถูกมองว่าเป็น safe space แปลว่า เราไม่ได้ใช้ feedback เป็นอาวุธ แต่ใช้มันเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
- การที่ team member กล้ารับ role ใหม่เพราะเห็นภาพรวมและรู้ว่ามี support แปลว่า delegation ของเราไม่ได้ทิ้งแต่เป็นการส่งต่อความเชื่อใจ
- การที่ onboarding ใหม่ถูกพูดถึงว่าดีและเป็นระบบ แปลว่า เราคิดเผื่อคนที่ยังไม่รู้ไม่ใช่แค่คนที่รู้แล้ว
- การที่ new joiner รู้สึกว่าได้รับการดูแล แปลว่า เราไม่ได้ assume ว่าทุกคนต้องรู้เหมือนเรา
แน่นอนว่ามี feedback ที่เตือนด้วยเหมือนกัน เช่น การเข้าไปช่วยเร็วเกินไปโดยยังไม่ align หรือการสร้าง artefact ก่อนคุยให้ชัด แต่นั่นก็เป็น reminder ว่า leadership ไม่ใช่เรื่องของเจตนาดีอย่างเดียวแต่มันคือ timing และการสื่อสารด้วย
สรุป
ถ้าต้องสรุปปี 2025 ด้วยประโยคเดียว คงเป็น
“ปีที่ไม่ได้โตเพราะเก่งขึ้นด้าน technical แต่โตเพราะรับผิดชอบมากขึ้น”
เป็นปีที่ชีวิต “มีน้ำหนักมากขึ้น” อย่างชัดเจน ทั้งน้ำหนักตัว (ฮ่า ๆๆ) น้ำหนักของความรับผิดชอบ น้ำหนักของการตัดสินใจ และน้ำหนักของการที่เริ่มมีคนอื่นพึ่งพาเราในหลายมิติของชีวิต
หลายอย่างในปีนี้คือ happy accident
- ไม่ได้ตั้งใจจะเป็น technical lead
- ไม่ได้ตั้งใจจะทำ emergency handbook
- ไม่ได้ตั้งใจจะต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นมากขึ้น
แต่การ say yes to opportunities, เลือกทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ และการเผชิญหน้ากับความกลัวในอดีตโดยกอดตัวเองไว้ตลอด กลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดของปี
พอมี peace of mind แล้วก็ทำให้เราก็เริ่มปั้น resume ของชีวิตเพิ่ม
- เลี้ยงสัตว์ครั้งแรก
- ซื้อรถขับเองครั้งแรก
- เปิดใจเที่ยวกับเพื่อนมากขึ้น
- ลอง sport massage
- วิ่ง trail 2-3 งาน (พร้อมเล็บม่วงเป็นที่ระลึก)
มันอาจจะไม่ใช่ “ปีแห่งความสำเร็จในเชิงสถิติ” แต่เป็น ปีแห่งการยืนอยู่ได้ โดยไม่ต้องทิ้งบทบาทและคุณค่าของตัวเอง
